เนื้อหา

จงเป็นตะเกียง เรือชูชีพ และบันได

บทความ
387 views
20 ก.พ. 69

จงเป็นตะเกียง เรือชูชีพ และบันได ชีวิตที่งดงาม คือชีวิตที่ทำให้ผู้อื่นงอกงาม

ในโลกที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยการแข่งขัน มีคำถามหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนควรถามตนเองอยู่เสมอว่า

เราเกิดมาเพื่ออะไร และชีวิตของเรามีคุณค่าแก่โลกใบนี้เพียงใด”

ครั้งหนึ่งมีคำคมของชาวตะวันตกที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งยิ่งกล่าวไว้ว่า

หากเกิดมาเป็นคน จงเป็น 3 สิ่งนี้ คือ ตะเกียง เรือชูชีพ และบันได

เมื่อถอดรหัสคำคมนี้ออกมา เราจะพบคำตอบของชีวิตที่งดงามอย่างแท้จริง

1. จงเป็นดั่ง “ตะเกียง”

ตะเกียงคือผู้ให้แสงสว่าง ไม่ใช่แสงที่แผดเผา แต่เป็นแสงแห่ง สติ ปัญญา และความเข้าใจ ใครก็ตามที่ให้ความรู้ ให้คำแนะนำ ให้ประสบการณ์ หรือให้ทิศทางชีวิตแก่ผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ สื่อมวลชน หรือแม้แต่คนธรรมดาที่ชี้ทางถูกในยามหลงทางคนเหล่านี้ล้วนเป็น “ตะเกียง” ของสังคม

แต่ในโลกความจริง เรามักเห็นปรากฏการณ์ที่น่าเศร้าเมื่อใครบางคนเริ่มส่องแสง กลับมีคนอีกกลุ่มหนึ่งพยายาม “ดับตะเกียง” ของเขา
เพราะความอิจฉา เพราะความกลัวว่าแสงนั้นจะสว่างเกินไป

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า

เราเคยเป็นตะเกียงหรือไม่”
แต่คือ
เราเคยเป็นคนดับตะเกียงของผู้อื่นหรือเปล่า”

การที่เราจะเป็นตะเกียงที่ส่องไสวได้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีรากฐานจิตใจที่มั่นคงจากการหมั่น รักษาศีล 5 และกลั่นใจให้ใสสว่างด้วยการ สวดมนต์และนั่งสมาธิ เป็นประจำ, เมื่อภายในสว่างไสว เราจึงจะสามารถให้คำแนะนำและทิศทางชีวิตแก่ผู้อื่นได้

นอกจากนี้ แสงสว่างของตะเกียงยังสะท้อนผ่านการ พูดจาไพเราะ เพื่อให้คำพูดนั้นเป็นดั่งประทีปส่องใจผู้อื่น แทนที่จะใช้คำพูดดับตะเกียงของใครด้วยความอิจฉาหรือความโกรธเคือง


2. จงเป็นดั่ง “เรือชูชีพ”

เรือชูชีพคือผู้ที่ยอมออกจากฝั่ง เพื่อช่วยผู้ที่กำลังจมอยู่ในทะเลแห่งความทุกข์

นี่คือชีวิตของผู้เสียสละ อาสาสมัคร ผู้ทำงานสาธารณกุศล ทหาร ตำรวจ แพทย์ พยาบาล รวมถึงคนธรรมดาที่ไม่อาจทนเห็นผู้อื่นทุกข์โดยไม่ยื่นมือช่วย

หลายคนในสังคมไทยเสียสละถึงขั้น “เอาชีวิตแลก” แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับน้อยนิด บางคนได้รับการยกย่องเมื่อจากไปแล้ว ยศศักดิ์ที่ไม่อาจใช้ได้เกียรติยศที่แลกมาด้วยชีวิต

เรือชูชีพเหล่านี้คือบุคคลที่สังคมควรจดจำไม่ใช่เพียงด้วยคำพูดแต่ด้วยการสร้างระบบที่ดูแลเขาและครอบครัวอย่างเป็นธรรม

การเป็นเรือชูชีพที่พร้อมช่วยเหลือผู้อื่นได้ตลอดเวลานั้น เริ่มต้นจากการสร้างวินัยเล็กๆ ในชีวิต เช่น การ จัดเก็บห้องนอน ห้องน้ำ และห้องครัวให้สะอาดเป็นระเบียบ เพื่อฝึกฝนความรับผิดชอบและการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

จิตวิญญาณของเรือชูชีพยังแสดงออกผ่านการหมั่น ทำบุญหรือบำเพ็ญประโยชน์อย่างน้อยวันละ 1 เรื่อ ไม่ว่าจะเป็นงานสาธารณกุศล หรือการยื่นมือเข้าช่วยผู้ที่เดือดร้อนโดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งเป็นการสร้างนิสัยแห่งการเสียสละให้เกิดขึ้นในใจ

 

3. จงเป็นดั่ง “บันได”

บันไดคือผู้ที่ยอมทอดตัวลงต่ำ เพื่อให้ผู้อื่นก้าวขึ้นไปสูงกว่าเดิม บันไดไม่จำเป็นต้องอยู่ในองค์กรใหญ่อาจเป็นคนที่ช่วยออกค่าเทอมให้เด็กยากจน
แนะนำงานให้คนตกงานให้กำลังใจคนที่สิ้นหวัง หรือถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นหลังไม่ต้องล้มซ้ำ

คนที่เป็นบันไดไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงแต่เป็นผู้ที่ทำให้ชีวิตของใครบางคน “สูงขึ้นจริง”

การมีทัศนคติเชิงบวกด้วยการ คิดดีและหมั่นจับดีคนรอบข้าง แทนที่จะจ้องจับผิดหรือริษยา เราควรเป็นผู้สนับสนุนที่ช่วยดึงศักยภาพของผู้อื่นออกมา

การเป็นบันไดคือหัวใจของ “พระโพธิสัตว์” ที่ปรารถนาให้ผู้อื่นดีกว่าตน ซึ่งเราสามารถเสริมสร้างกำลังใจในการทำความดีเช่นนี้ได้ผ่านการ เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดีๆ และฟังธรรมะร่วมกับผู้อื่น เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในการทำความดีและร่วมยินดีในความสำเร็จของเพื่อนมนุษย์

 

ตะเกียง เรือชูชีพ และบันได คือหัวใจของ “พระโพธิสัตว์”

คนทั้งสามประเภทนี้เมื่อรวมกันแล้ว คือคนที่มีหัวใจของ พระโพธิสัตว์คือ ผู้ที่ปรารถนาให้ผู้อื่น “ดีกว่าตน”

หัวใจเช่นนี้สะท้อนชัดในพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9ที่ทรงยอมเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพื่อพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต
เพราะความสุขของพระองค์ คือการเห็นผู้อื่นมีความสุข

อุปสรรคใหญ่ของสังคมไทย : “วัฒนธรรมริษยา”

สิ่งที่ทำให้คนดีในสังคมไทยหายไปทีละน้อยไม่ใช่เพราะขาดคนเก่งแต่เพราะ ขาดพื้นที่ให้คนดีเติบโต

เรามักเห็นใครทำดีแล้วตั้งคำถาม
“สร้างภาพหรือเปล่า”
“มีวาระซ่อนเร้นไหม”
“จะลงการเมืองหรือไม่”

จาก ดีเด่นดัน
กลายเป็น ดีเด่นดึง
ดึงไม่ได้ก็ ดีเด่นดับ

วัฒนธรรมนี้ทำลายเมล็ดพันธุ์ของคนดี จนคนรุ่นใหม่ไม่กล้าลุกขึ้นมารับใช้สังคม

ทางออก : พรหมวิหารธรรม 4

หากอยากให้สังคมไทยมีคนดีเพิ่มขึ้น เราต้องกลับมาปฏิบัติ พรหมวิหารธรรม ให้ครบถ้วน

          * เมตตา : มองคนรอบตัวเป็นมิตร
          * กรุณา : ช่วยเหลือเมื่อผู้อื่นทุกข์
          * มุทิตา : ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
          * อุเบกขา : วางใจเป็นกลาง ยึดหลักการเหนือความสัมพันธ์

โดยเฉพาะ “มุทิตา” ซึ่งเป็นธรรมที่คนไทยทำยากที่สุดแต่จำเป็นที่สุดในการสร้างสังคมแห่งความหวัง

 

ทำดีเงียบ ๆ ดีแล้ว…แต่ยังไม่พอ

การทำดีเงียบ ๆ เป็นสิ่งงดงามแต่หาก ไม่มีการส่งต่อไม่มีการสร้างระบบ ไม่มีการยกย่องเป็นแบบอย่าง เมื่อคนดีจากไปจะไม่มีใครมาแทน สังคมที่ดีไม่ใช่สังคมที่มีคนดีไม่กี่คนแต่คือสังคมที่ เพาะชำคนดีได้อย่างต่อเนื่อง

บทสรุป: สร้างสังคมแห่งการเพาะชำคนดี

หากเราทุกคนเลือกฝึกฝนตนเองให้เป็นอย่างน้อยหนึ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตะเกียงที่ส่องสว่าง เรือชูชีพที่เสียสละ หรือบันไดที่เกื้อกูล โดยอาศัยการฝึกนิสัยที่ดีในทุกๆ วัน สังคมไทยจะไม่ขาดแสงสว่างและความเมตตา เพราะชีวิตที่มีคุณค่าไม่ใช่ชีวิตที่อยู่สูงที่สุด แต่คือชีวิตที่ทำให้ผู้อื่น “สูงขึ้นได้” อย่างยั่งยืน